- 1เพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้ยากไร้ทั่วประเทศได้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน
- 2เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อันนำไปสู่การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร
เรื่องราวของโครงการ
ความเป็นมาของโครงการ

เมื่อเดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ และทรงทราบถึงความทุกข์ยากของราษฎรจำนวนมากที่ต้องเช่าโค-กระบือไว้ใช้แรงงานในราคาสูง จนเมื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแล้ว รายได้ที่ได้รับแทบไม่เหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ เพราะต้องนำไปชำระเป็นค่าเช่าสัตว์เกือบทั้งหมด
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จึงทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้ง "ธนาคารโค-กระบือ" ขึ้นในปีเดียวกันนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงานเป็นของตนเอง ด้วยวิธีการเช่า เช่าซื้อ หรือวิธีการอื่นใดในราคาที่เป็นธรรม
กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริโดยนำกระบือของกรม จำนวน 280 ตัว ไปให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ยากจนในท้องที่อำเภอสระแก้วและอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ในขณะนั้น) เป็นครั้งแรก และได้ขยายผลอย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมทั่วประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
หมุดหมาย · พ.ศ. 2522
ก่อตั้งโครงการ
ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งธนาคารโค-กระบือ และกรมปศุสัตว์เริ่มช่วยเหลือด้วยกระบือ 280 ตัว ที่อำเภอสระแก้วและอำเภอวัฒนานคร
หมุดหมาย · พ.ศ. 2523
พระบรมราโชวาทวันพืชมงคล
เป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้มีสัตว์ไว้ใช้แรงงานเป็นของตนเอง
หมุดหมาย · ปัจจุบัน
ขยายผลทั่วประเทศ
โครงการดำเนินการครอบคลุม 75 จังหวัด และยังคงหมุนเวียนโอกาสสู่เกษตรกรรายใหม่อย่างต่อเนื่อง

ปรัชญาของโครงการ
“ให้ยืมต้นทุนแห่งชีวิต”
โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ มิใช่การสงเคราะห์ที่ให้เปล่า และมิใช่สินเชื่อที่สร้างภาระหนี้ หากแต่เป็นการ "ให้ยืมต้นทุนแห่งชีวิต" โดยเกษตรกรได้รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูและใช้แรงงาน เมื่อสัตว์ให้กำเนิดลูกตัวแรก เกษตรกรจะส่งคืนลูกสัตว์นั้นแก่โครงการ เพื่อนำไปขยายโอกาสสู่เกษตรกรรายอื่นต่อไป
กลไกเช่นนี้ทำให้ความช่วยเหลือหมุนเวียนต่อเนื่องไม่สิ้นสุด สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างตรงจุด บรรเทาปัญหาการละทิ้งถิ่นฐาน ลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และคืนความอุดมสมบูรณ์สู่ผืนแผ่นดิน
วัตถุประสงค์และเป้าหมาย
- 1เกษตรกรมีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้
- 2ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและกำกับดูแลกันเอง อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
- 3สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
พื้นที่ดำเนินการ
ปัจจุบันโครงการดำเนินการครอบคลุม 75 จังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้นจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งไม่มีสัตว์ในความดูแลของโครงการในพื้นที่

คลิกแผนที่หรือหมุดเพื่อดูจังหวัดในสำนักงานปศุสัตว์เขต 1-9
สำนักงานปศุสัตว์เขต 1
พื้นที่ปศุสัตว์เขต 1
จังหวัดในความดูแล 8 จังหวัด
- พระนครศรีอยุธยา
- นนทบุรี
- ชัยนาท
- อ่างทอง
- สิงห์บุรี
- สระบุรี
- ลพบุรี
- ปทุมธานี
รูปแบบการให้บริการ
โครงการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงโค-กระบือได้หลายรูปแบบ ตามความเหมาะสมของแต่ละราย

การให้ยืมเพื่อการผลิต
รูปแบบหลักของโครงการเกษตรกรได้รับแม่โคหรือแม่กระบือไปเลี้ยงดูโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้สัญญายืมระยะเวลา 5 ปี เมื่อสัตว์ให้กำเนิดลูกตัวแรกและลูกสัตว์มีอายุครบ 18 เดือน เกษตรกรจะส่งคืนลูกสัตว์ตัวดังกล่าวแก่โครงการ ส่วนลูกตัวต่อ ๆ ไปตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกร
การให้เช่าซื้อ
ไม่คิดดอกเบี้ยสำหรับเกษตรกรที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของโค-กระบือ สามารถขอเช่าซื้อได้ โดยผ่อนชำระภายใน 3 ปี แบ่งเป็นปีที่หนึ่งร้อยละ 40 ปีที่สองร้อยละ 30 และชำระส่วนที่เหลือให้ครบถ้วนในปีที่สาม โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
การให้ยืมพ่อพันธุ์โค-กระบือ
สำหรับหมู่บ้านหรือกลุ่มเกษตรกรที่มีแม่พันธุ์ของโครงการอยู่ในความดูแล เพื่อใช้ในการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ภายในชุมชน
การให้เช่าเพื่อใช้แรงงาน
สำหรับเกษตรกรที่ต้องการใช้แรงงานสัตว์ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก แต่ยังไม่ประสงค์จะเป็นเจ้าของ
การให้บริการอื่น ๆ
ตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการพิจารณาเห็นสมควร
คุณสมบัติและเอกสารประกอบ
ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ
เกษตรกรผู้ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือ ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนดังนี้
- มีสัญชาติไทย และมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
- ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน หรือเลี้ยงสัตว์
- มีฐานะยากจน โดยมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ จปฐ. 1 ฉบับปัจจุบันของกรมการพัฒนาชุมชน ทั้งนี้ หากมีรายได้เกินเกณฑ์ดังกล่าว ให้คณะกรรมการหมู่บ้านหรือคณะกรรมการชุมชนรับรองว่าสมควรได้รับความช่วยเหลือ
- มีความประพฤติดี และยินดีให้ความร่วมมือกับทางราชการ
- ไม่เคยได้รับบริการโคหรือกระบือจากโครงการอื่นมาก่อน
- มีความเหมาะสมและความสามารถเพียงพอที่จะเลี้ยงดูโคหรือกระบือได้
ผู้รับรองคุณสมบัติ
| ระดับ | ผู้รับรอง |
|---|---|
| ระดับท้องถิ่น | นายกองค์การบริหารส่วนตำบล, กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน, พัฒนาการอำเภอ |
| ระดับจังหวัด | คณะกรรมการของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด จำนวน 3 คน |
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
- 1.แบบแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือ
- 2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- 3.สำเนาทะเบียนบ้าน
- 4.แบบคำรับรองจากคณะกรรมการหมู่บ้านหรือชุมชน (เฉพาะกรณีที่มีรายได้เกินเกณฑ์ จปฐ.)
- 5.แบบสรุปรายชื่อเกษตรกรที่ยื่นแบบแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือ
แบบฟอร์มกระดาษสามารถขอรับได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่
ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ
ขั้นที่ 1
ยื่นความจำนง
เกษตรกรยื่นแบบแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือ พร้อมเอกสารหลักฐาน ณ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่
ขั้นที่ 2
ตรวจสอบคุณสมบัติ
สำนักงานปศุสัตว์อำเภอตรวจสอบคุณสมบัติและความครบถ้วนของเอกสาร ก่อนเสนอต่อสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและสำนักงานปศุสัตว์เขตตามลำดับ
ขั้นที่ 3
ขึ้นทะเบียนรอรับความช่วยเหลือ
เมื่อผ่านการพิจารณา เกษตรกรจะได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีรอรับความช่วยเหลือของโครงการ
ขั้นที่ 4
รับมอบสัตว์และทำสัญญา
เมื่อโครงการจัดสรรโค-กระบือได้ เจ้าหน้าที่จะประสานแจ้งชนิด จำนวนสัตว์ วัน เวลา และสถานที่ส่งมอบ พร้อมจัดทำสัญญากับเกษตรกร จำนวน 2 ชุด โดยมอบให้เกษตรกรเก็บรักษาไว้ 1 ชุด
ขั้นที่ 5
เลี้ยงดูและรับการติดตาม
เกษตรกรเลี้ยงดูสัตว์ตามเงื่อนไขสัญญา โดยมีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอให้บริการด้านสุขภาพสัตว์ การผสมเทียม และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
การมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือ
เกษตรกรจะได้รับมอบกรรมสิทธิ์ในโค-กระบือ เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
ได้ส่งมอบลูกโค-กระบือตัวที่ 1 ซึ่งมีอายุครบ 18 เดือน คืนแก่โครงการเรียบร้อยแล้ว
สัญญายืมเพื่อการผลิตครบกำหนด 5 ปี นับแต่วันทำสัญญา
กรณีพิเศษ ซึ่งได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารโครงการ
เมื่อครบเงื่อนไขดังกล่าว เกษตรกรจะได้รับกรรมสิทธิ์ในแม่โค-กระบือ พร้อมด้วยลูกสัตว์ตัวที่ 2 และตัวถัด ๆ ไป (หากมี) เป็นทรัพย์สินของตนเองอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ เกษตรกรที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของก่อนครบกำหนดสัญญา สามารถยื่นขอซื้อแม่หรือลูกโค-กระบือได้ โดยชำระเงินเต็มจำนวนตามราคาที่คณะกรรมการประเมิน
ประโยชน์ที่เกษตรกรและชุมชนได้รับ
- เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยบรรเทาปัญหาความยากจน
- มีสัตว์ไว้ใช้แรงงาน ลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร
- สามารถนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นอาหารสัตว์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลพลอยได้
- ใช้มูลสัตว์ผลิตแก๊สชีวภาพและทำปุ๋ยในไร่นา ลดค่าใช้จ่ายจากปุ๋ยเคมี
- คืนความอุดมสมบูรณ์สู่ผืนดินและระบบนิเวศ
- ช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพมั่นคง ไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐาน
- อนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผูกพันกับโค-กระบือ
- ชุมชนเกิดความสามัคคีและเข้มแข็งจากการมีส่วนร่วมบริหารโครงการในรูปคณะกรรมการกลุ่ม
- ช่วยเพิ่มปริมาณโค-กระบือภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ผลการดำเนินงาน
ผลที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการ
นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2522 จนถึงข้อมูล ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 กรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการนี้แล้วกว่า 383,424 ราย และได้มอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือให้เป็นทรัพย์สินของเกษตรกรแล้วกว่า 144,815 ราย
ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรแล้วกว่า
0ราย
มอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือแล้วกว่า
0ราย
ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567
การบริหารโครงการ
การดำเนินงานโครงการอยู่ภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการบริหารโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ซึ่งมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธาน โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบตามลำดับชั้น ดังนี้
กำหนดนโยบายและระเบียบปฏิบัติ จัดหาโค-กระบือ จัดทำทะเบียนสัตว์ทั่วประเทศ รับบริจาค และติดตามผลในภาพรวม
พิจารณาอนุมัติการดำเนินการต่าง ๆ ในระดับเขต จัดทำทะเบียนสัตว์ และติดตามผลการดำเนินงานของจังหวัดในความรับผิดชอบ
ตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกร จัดทำทะเบียนสัตว์ระดับจังหวัด และติดตามผลการดำเนินงานในพื้นที่
รับคำขอจากเกษตรกร ให้บริการด้านสุขภาพสัตว์และผสมเทียม ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

ต่อชีวิตสัตว์ และต่อโอกาสให้ครอบครัวเกษตรกร
โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เปิดรับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา ทั้งในรูปของการบริจาคโค-กระบือ และการบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค-กระบือ นำมามอบให้เกษตรกรผู้ยากไร้ได้ใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ซึ่งนอกจากจะเป็นการต่อชีวิตสัตว์แล้ว ยังเป็นการต่อโอกาสให้ครอบครัวเกษตรกรอีกจำนวนมากได้มีอนาคตที่มั่นคงยิ่งขึ้น
